คำถามทบทวน
1. การสื่อสารมีความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างไร
-การสื่อสาร เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่มนุษย์ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ดังนั้นการสื่อสารจึงมีความสำคัญกับการเรียนรู้ เพราะจะทำให้ผู้สื่อสารทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจได้ตรงกัน
2. องค์ประกอบของการสื่อสาร มีอะไรบ้าง
-องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสารประกอบด้วย
1. ผู้ส่งสาร (Source) คือ ผู้ที่นำข่าวสารเรื่องราว ความรู้ ความคิด ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆเพื่อส่งไปยังผู้รับซึ่งอาจเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร หรือสถาบันก็ได้ เช่น ผู้อ่าน ข่าว ครู สถาบันการศึกษา เป็นต้น
2. เรื่องราว (Message) ได้แก่ เนื้อหาของสารหรือเรื่องราวที่ส่งออกมา เพื่อให้ผู้รับรับข้อมูลเหล่านั้น เช่น ความรู้ ความคิด ข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆ เป็นต้น
3. สื่อ (Channel) หมายถึง ตัวกลางที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิด ความรู้ เหตุการณ์ต่างๆที่ผู้ส่งต้องการให้ไปถึงผู้รับ สื่อที่ใช้มากก็คือ ภาษาพุด ภาษาเขียน
4. ผู้รับสาร (Receiver ) ได้แก่ ผู้ที่รับเนื้อหาของสารหรือเรื่องราวที่ผู้ส่งสารส่งมา ผู้รับนี้อาจเป็นบุคคล กลุ่มชน องค์กร หรือสถาบันก็ได้ เมื่อรับเรื่องราวแล้วผู้รับต้องมี การแปลข่าวสารนั้นให้เข้าใจ เหตุการณ์
3. จงเขียนแผนผังของกระบวนการสื่อสาร
-ผู้ส่งสาร ---- การเข้ารหัส ----สัญญาณ ---- การถอดรหัส ---- ผู้รับสาร
4. ในกระบวนการเรียนการสอนนั้น ทำไมครูจึงควรใช้รูปแบบการสื่อสาร 2 ทาง
คนเราสามารถรับรู้ทางใดมากที่สุด ในปริมาณเท่าไร-เพราะจะได้ทำให้รู้ว่าสิ่งที่สอนไปนั้นผู้เรียนเข้าใจหรือไม่ มากน้อยเพียงใดและควรปรับปรุงตรงส่วนใดที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ คนเราสามารถรับรู้ทางตาได้มากที่สุด ในปริมาณ 75 เปอร์เซนต์
5. องค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนรู้มีอะไรบ้าง
-องค์ประกอบของการเรียนรู้การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ในปริมาณมากน้อย หรือมีประสิทธิภาพเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ หลายประการ (สมศักดิ์ เจียมทะวงษ์. 2519 : 20-26) คือ1. แรงจูงใจ (Motive) คนเราจะเรียนรู้ได้ดีหากเขามีแรงจูงใจสูงในบทเรียน ที่เขาจะเรียน เช่น เรื่องนั้นแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น หรือตรงความต้องการของเขา2. กระบวนการสอน (Teaching procedure) แม้ว่าผู้เรียนจะมีความตั้งใจที่จะเรียนเพียงใด แต่ถ้ากระบวนการสอนของครูไม่ดีพอ ก็อาจส่งผลให้การเรียนรู้ของผู้เรียนขาดประสิทธิภาพได้3. กระบวนการเรียน (Studying Procedure) การเรียนรู้ของคนเรานั้น เกิดจากการที่ประสาทสัมผัส (Sense) ได้รับการเร้าจากสิ่งเร้า (Stimulus) บุคคลจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งเร้านั้นได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า และการเรียนรู้นั้นจะมีประสิทธิภาพเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการเรียนของเขานั้นได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งเร้าโดยตรงมากน้อยเพียงใดด้วย ดังนั้นการที่ผู้เรียนได้เรียนจากกระบวนการเรียนที่ตนเองได้มีโอกาสสัมผัสมาก ๆ จะทำให้เกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ที่ถูกต้องกว่าการเรียนจากคำบอกเล่า หรือท่องจำอย่างเดียว
6. อุปสรรคในการสื่อความหมาย มีอะไรบ้าง
-อุปสรรคในการสื่อสารในกระบวนการสื่อสารนั้น ปริมาณของข่าวสารซึ่งออกจากผู้ส่งจะไปยังผู้รับเต็มจำนวนร้อยเปอร์เซนต์หรือไม่ พบว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วปริมาณของข่าวสารจากผู้ส่งสารจะถ่ายทอดไปถึงผู้รับไม่ครบถ้วน เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ขององค์ประกอบในขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1. ความสามารถในการเข้ารหัส ผู้ส่งสารอาจขาดความสามารถในการแปลความต้องการของตนให้เป็นสัญญาณ เช่น บางคนมีความคิดแต่ไม่รู้จะถ่ายทอดความคิดให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างไร
2. ความบกพร่องของสื่อและช่องทาง เช่น สื่อที่ใช้ในการถ่ายทอดไม่ชัดเจน ไม่เป็นรูปธรรม ตลอดจนความบกพร่องของช่องทางในการรับส่งสัญญาณ เช่น ตาไม่ดี หูไม่ดี เป็นต้น
3. มีสิ่งรบกวนสัญญาณ (Noise) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
3.1 สิ่งรบกวนภายนอก ได้แก่ ความไม่สะดวกทางกายภาพ เช่น ความแออัดของสถานที่ เสียงรบกวนที่ดัง กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์
3.2 สิ่งรบกวนภายใน ได้แก่ อุปสรรคที่มาจากภายในตัวของผู้ส่งสารและผู้รับสาร เช่น ความเครียด อารมณ์ที่ขุ่นมัว จิตใจเลื่อนลอย เป็นต้น
4. ความสามารถในการถอดรหัสสัญญาณของผู้รับสาร ได้แก่ ข้อจำกัดในการรับสัญญาณและการแปลความหมาย ซึ่งจำแนกได้ดังนี้
4.1 อุปสรรคทางด้านภาษา (Verbalism) ได้แก่ ความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อภาษาที่ ใช้ในการสื่อความหมาย
4.2 ความขัดแย้งกับประสบการณ์เดิม (Referent Confusion)
4.3 ขีดจำกัดของการรับรู้จากประสาทสัมผัส (Limited Perception)
4.4 สภาพร่างกายที่ไม่พร้อม (Physical Discomfort)
4.5 การไม่ยอมรับ(Inpercerption)
4.6 จินตภาพ (Image) ของข่าวสารไม่ตรงกัน
7. จงยกตัวอย่างแบบจำลองของการสื่อสารมา 1 แบบ
-1. แบบจำลองของลาสแวลล์ (lasswell)ลาสแวลล์ เป็นนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันได้คิดรูปแบบของการสื่อสาร ออกมาว่า การจะอธิบายระบบการสื่อสารนั้น เราควรจะถามตนเองว่าWho คือใคร ใครเป็นคนพูดSay What พูดเรื่องอะไรIn Which Channel ใช้ช่องทางใดTo Whom กับใคร(ผู้รับสาร)With What Effect ได้ผลอย่างไรWhoผู้ส่งสารSay WhatสารIn Which Channel สื่อTo WhomกับใครWith What Effect ผลผู้ส่งสาร ----- Say What ----- In Which Channel ----- To Whom -----With What Effect ผลสื่อ สาร กับใครภาพที่ แบบจำลองการสื่อสารของลาสแวลล์ที่มา (Lasswell , 1948, p. 37)
8. จงเปรียบเทียบองค์ประกอบของการสื่อสาร กับการเรียนการสอน
- องค์ประกอบของการสื่อสารองค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสารประกอบด้วย
1. ผู้ส่งสาร (Source) คือ ผู้ที่นำข่าวสารเรื่องราว ความรู้ ความคิด ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆเพื่อส่งไปยังผู้รับซึ่งอาจเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร หรือสถาบันก็ได้ เช่น ผู้อ่าน ข่าว ครู สถาบันการศึกษา เป็นต้น
2. เรื่องราว (Message) ได้แก่ เนื้อหาของสารหรือเรื่องราวที่ส่งออกมา เพื่อให้ผู้รับรับข้อมูลเหล่านั้น เช่น ความรู้ ความคิด ข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆ เป็นต้น
3. สื่อ (Channel) หมายถึง ตัวกลางที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิด ความรู้ เหตุการณ์ต่างๆที่ผู้ส่งต้องการให้ไปถึงผู้รับ สื่อที่ใช้มากก็คือ ภาษาพุด ภาษาเขียน
4. ผู้รับสาร (Receiver ) ได้แก่ ผู้ที่รับเนื้อหาของสารหรือเรื่องราวที่ผู้ส่งสารส่งมา ผู้รับนี้อาจเป็นบุคคล กลุ่มชน องค์กร หรือสถาบันก็ได้ เมื่อรับเรื่องราวแล้วผู้รับต้องมี การแปลข่าวสารนั้นให้เข้าใจ เหตุการณ์ ส่วนองค์ประกอบของการเรียนรู้การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ในปริมาณมากน้อย หรือมีประสิทธิภาพเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ หลายประการ (สมศักดิ์ เจียมทะวงษ์. 2519 : 20-26) คือ
1. แรงจูงใจ (Motive) คนเราจะเรียนรู้ได้ดีหากเขามีแรงจูงใจสูงในบทเรียน ที่เขาจะเรียน เช่น เรื่องนั้นแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น หรือตรงความต้องการของเขา
2. กระบวนการสอน (Teaching procedure) แม้ว่าผู้เรียนจะมีความตั้งใจที่จะเรียนเพียงใด แต่ถ้ากระบวนการสอนของครูไม่ดีพอ ก็อาจส่งผลให้การเรียนรู้ของผู้เรียนขาดประสิทธิภาพได้
3. กระบวนการเรียน (Studying Procedure) การเรียนรู้ของคนเรานั้น เกิดจากการที่ประสาทสัมผัส (Sense) ได้รับการเร้าจากสิ่งเร้า (Stimulus) บุคคลจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งเร้านั้นได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า และการเรียนรู้นั้นจะมีประสิทธิภาพเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการเรียนของเขานั้นได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งเร้าโดยตรงมากน้อยเพียงใดด้วย ดังนั้นการที่ผู้เรียนได้เรียนจากกระบวนการเรียนที่ตนเองได้มีโอกาสสัมผัสมาก ๆ จะทำให้เกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ที่ถูกต้องกว่าการเรียนจากคำบอกเล่า หรือท่องจำอย่างเดียว
9. จงอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสาร การรับรู้ และการเรียนรู้
-การสื่อสาร เป็นกระบวนการที่มนุษย์ติดต่อถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารโดยผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้รับอย่างมีวัตถุประสงค์ ดังนั้นการถ่ายทอดความรู้ในการเรียนการสอน ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน จึงจำเป็นต้องดำเนินไปตามกระบวนการการสื่อสารด้วยเช่นกันในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บังเกิดประสิทธิภาพ จำเป็นที่ผู้สอนจะต้องนำกระบวนการสื่อสารมาปรับใช้กับกระบวนการเรียนการสอน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อ และการป้องกันสิ่งรบกวน เป็นต้น
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
นางสาวนฤมล ศรีอู๋
รหัส 514110007
สังคมศึกษา
1.ระบบ (System) หมายถึง การรวมกลุ่มของสิ่งต่าง ๆ หรือกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ วิธีระบบ(System Approach) คือการตรวจสอบผลผลิตเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์กันในการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานและการแก้ปัญหาเพื่อทำให้ผลที่ได้มีประสิทธิภาพการดำเนินงาน
2.องค์ประกอบของระบบ ระบบโดยทั่วไป จะมีองค์ประกอบดังนี้2.2.1 สิ่งนำเข้า (Input) ได้แก่ การกำหนดปัญหา จุดมุ่งหมายทรัพยากรที่ใช้ 2.2.2 กระบวนการ (Process) ได้แก่การลงมือแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล การนำวัตถุดิบมาใช้ มาจัดกระทำอย่างเหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 2.2.3 ผลผลิต (Output) คือผลที่ได้จากการแก้ปัญหาหรือสรุปการวิเคราะห์เพื่อประเมินต่อไป 2.2.4 ผลย้อนกลับ (Feedback) คือการตรวจสอบผลผลิตเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพต่อไป
3.วิธีระบบกับการเรียนการสอน เป็นการนำเอารูปแบบของระบบมาใช้ในการจัดทำโครงร่าง และกรอบของการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเรียนการสอน เป็นไปอย่างมีขั้นตอนที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ผลที่ได้เกิดประสิทธิผลตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการตามแผนภาพที่แสดงให้เห็น การกำหนดระบบการสอน
4.รูปแบบการสอนโดยใช้รูปแบบจำลอง ASSURE เป็นวิธีระบบรูปแบบหนึ่งที่นำมาจากแนวคิดของไชน์พิชและคณะ (1993) โดยมีระบบการดำเนินงานตามลำดับขั้นดังนี้ A = ANALYZE LEARNER'S CHARACTERISTICS การวิเคราะห์ผู้เรียน ที่สำคัญได้แก่ การวิเคราะห์พฤติกรรมเบื้องต้น และความต้องการของผู้เรียน ทั้งในด้าน 1. ข้อมูลทั่วไป เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา เจตคติ ระบบสังคม วัฒนธรรม 2. ข้อมูลเฉพาะ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอน เช่น ประสบการณ์เดิม ทักษะ เจตคติ ความรู้พื้นฐาน S = STATE LEARNING OBJECTIVES AND CONTENT การกำหนดจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายการเรียนที่ดี ควรเป็นข้อความที่แสดงลักษณะ สำคัญ 3 ประการคือ 1.) วิธีการปฏิบัติ PERFORMANCE (ทำอะไร) การเขียนจุดมุ่งหมายควรใช้คำกริยาหรือข้อความที่สังเกตพฤติกรรมได้ เช่น ให้คำจำกัดความ อธิบาย
2. )เงื่อนไข CONDITIONS (ทำอย่างไร) การเขียนจุดมุ่งหมายการเรียนควรกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นภายใต้การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ การกำหนดเงื่อนไข 3.) เกณฑ์ CRITERIA (ทำได้ดีเพียงไร) มาตรฐานการปฏิบัติซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
S = SELECT, MODIFY OR DESIGN MOTHODS AND MATERIALS การกำหนดสื่อการเรียนการสอน U = UTILIZE METHODS AND MATERIALS กิจกรรมการใช้สื่อการเรียนการสอน
R = REQUIRE LEARNER'S RESPONSE การกำหนดพฤติกรรมตอบสนองของผู้เรียน การเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั้น ผู้เรียนจะต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองและมีการเสริมแรง
E = EVALUATION การประเมินผล
5 . การให้สังเกตไปจนถึงการให้ทำโครงการหรือออกแบบสิ่งของต่าง ๆ การที่ผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีต่อการตอบสนองของผู้เรียน จะทำให้แรงจูงใจในการเรียนและการเสริมแรงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6. วิธีการออกแบบการสอน1. โปรแกรมการสอนนี้ จะออกแบบสำหรับใคร (คำตอบก็คือ ผู้เรียน ดังนั้น ขั้นแรกจึงต้องศึกษา คุณลักษณะของผู้เรียน) 2. ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้อะไร หรือมีความสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง (คำตอบก็คือจุดมุ่งหมายการเรียน) 3. เนื้อหาวิชาหรือทักษะต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนนั้นจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดอย่างไร (คำตอบก็คือต้องคิดหาวิธีสอน สื่อและกิจกรรมการเรียนการสอน ฯลฯ) 4. จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ หรือเกิดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด (คำตอบก็คือ ต้องคิดหาวิธีประเมินผลการเรียนการสอน)
7.เช่น การจัดทำโครงการ สิ่งนำเข้า การกำหนดจุดมุ่งหมาย กระบวนการ การลงมือทำให้เหมาะสมบรรลุจุดมุ่งหมาย การนำผลผลิตที่ได้มาแก้ปัญหาแล้วประเมิน การตรวจสอบประสิทธิภาพ
รหัส 514110007
สังคมศึกษา
1.ระบบ (System) หมายถึง การรวมกลุ่มของสิ่งต่าง ๆ หรือกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ วิธีระบบ(System Approach) คือการตรวจสอบผลผลิตเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์กันในการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานและการแก้ปัญหาเพื่อทำให้ผลที่ได้มีประสิทธิภาพการดำเนินงาน
2.องค์ประกอบของระบบ ระบบโดยทั่วไป จะมีองค์ประกอบดังนี้2.2.1 สิ่งนำเข้า (Input) ได้แก่ การกำหนดปัญหา จุดมุ่งหมายทรัพยากรที่ใช้ 2.2.2 กระบวนการ (Process) ได้แก่การลงมือแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล การนำวัตถุดิบมาใช้ มาจัดกระทำอย่างเหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 2.2.3 ผลผลิต (Output) คือผลที่ได้จากการแก้ปัญหาหรือสรุปการวิเคราะห์เพื่อประเมินต่อไป 2.2.4 ผลย้อนกลับ (Feedback) คือการตรวจสอบผลผลิตเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพต่อไป
3.วิธีระบบกับการเรียนการสอน เป็นการนำเอารูปแบบของระบบมาใช้ในการจัดทำโครงร่าง และกรอบของการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเรียนการสอน เป็นไปอย่างมีขั้นตอนที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ผลที่ได้เกิดประสิทธิผลตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการตามแผนภาพที่แสดงให้เห็น การกำหนดระบบการสอน
4.รูปแบบการสอนโดยใช้รูปแบบจำลอง ASSURE เป็นวิธีระบบรูปแบบหนึ่งที่นำมาจากแนวคิดของไชน์พิชและคณะ (1993) โดยมีระบบการดำเนินงานตามลำดับขั้นดังนี้ A = ANALYZE LEARNER'S CHARACTERISTICS การวิเคราะห์ผู้เรียน ที่สำคัญได้แก่ การวิเคราะห์พฤติกรรมเบื้องต้น และความต้องการของผู้เรียน ทั้งในด้าน 1. ข้อมูลทั่วไป เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา เจตคติ ระบบสังคม วัฒนธรรม 2. ข้อมูลเฉพาะ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอน เช่น ประสบการณ์เดิม ทักษะ เจตคติ ความรู้พื้นฐาน S = STATE LEARNING OBJECTIVES AND CONTENT การกำหนดจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายการเรียนที่ดี ควรเป็นข้อความที่แสดงลักษณะ สำคัญ 3 ประการคือ 1.) วิธีการปฏิบัติ PERFORMANCE (ทำอะไร) การเขียนจุดมุ่งหมายควรใช้คำกริยาหรือข้อความที่สังเกตพฤติกรรมได้ เช่น ให้คำจำกัดความ อธิบาย
2. )เงื่อนไข CONDITIONS (ทำอย่างไร) การเขียนจุดมุ่งหมายการเรียนควรกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นภายใต้การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ การกำหนดเงื่อนไข 3.) เกณฑ์ CRITERIA (ทำได้ดีเพียงไร) มาตรฐานการปฏิบัติซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
S = SELECT, MODIFY OR DESIGN MOTHODS AND MATERIALS การกำหนดสื่อการเรียนการสอน U = UTILIZE METHODS AND MATERIALS กิจกรรมการใช้สื่อการเรียนการสอน
R = REQUIRE LEARNER'S RESPONSE การกำหนดพฤติกรรมตอบสนองของผู้เรียน การเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั้น ผู้เรียนจะต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองและมีการเสริมแรง
E = EVALUATION การประเมินผล
5 . การให้สังเกตไปจนถึงการให้ทำโครงการหรือออกแบบสิ่งของต่าง ๆ การที่ผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีต่อการตอบสนองของผู้เรียน จะทำให้แรงจูงใจในการเรียนและการเสริมแรงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6. วิธีการออกแบบการสอน1. โปรแกรมการสอนนี้ จะออกแบบสำหรับใคร (คำตอบก็คือ ผู้เรียน ดังนั้น ขั้นแรกจึงต้องศึกษา คุณลักษณะของผู้เรียน) 2. ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้อะไร หรือมีความสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง (คำตอบก็คือจุดมุ่งหมายการเรียน) 3. เนื้อหาวิชาหรือทักษะต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนนั้นจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดอย่างไร (คำตอบก็คือต้องคิดหาวิธีสอน สื่อและกิจกรรมการเรียนการสอน ฯลฯ) 4. จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ หรือเกิดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด (คำตอบก็คือ ต้องคิดหาวิธีประเมินผลการเรียนการสอน)
7.เช่น การจัดทำโครงการ สิ่งนำเข้า การกำหนดจุดมุ่งหมาย กระบวนการ การลงมือทำให้เหมาะสมบรรลุจุดมุ่งหมาย การนำผลผลิตที่ได้มาแก้ปัญหาแล้วประเมิน การตรวจสอบประสิทธิภาพ
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ตอบคำถามหน่วยการเรียนรู้ที่ 1
นางสาวนฤมล ศรีอู๋
รหัส 514110007
สังคมศึกษา
1.เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำเอาความรู้และผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดและวิธีการปฏิบัติการใหม่ๆทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
2. 1)เทคโนโลยีทางการอาหาร 2)เทคโรโลยีทางการแพทย์ 3)เทคโนโลยีทางการเกษตร
4)เทคโนโลยีทางการสื่อสาร 5)เทคโนโลยีทางการค้า
3.ทัศนะทางสื่อหรือวิทยศาสตร์ทางกายภาพมุ่งไปที่วัสดุหรือผลผลิตทางวิสวกรรมเป็นสำคัญส่วนทัศนะทางพฤติกรรมศาสตร์มุ่งไปที่พฤติกรรมของมนุษย์
4. 1)บุคคลธรรมดาสามัญเป็นการเล่าเรียนฝึกฝนและอบรม 2)บุคคลในวิชาชีพทางการศึกษาเป็นการศึกษาศิลปะถ่ายทอดความรู้จากอดีต 3)บุคคลที่เป็นนักศึกษา 3.1 ทัสนะแนวสังคมนิยมให้ความสำคัญกับส่วนรวมก่อนการศึกษา 3.2 ทัศนะเสรีนิยมมุ่งพัฒนาบุคคลแต่ละคนให้เจริญ
5. 1)ระดับอุปกรณ์การสอน 2) ระดับวิธีสอน 3) ระดับการจัดระบบการศึกษา
6.เทคโนโลยีคือเครื่องมือที่แปลกใหม่ทันสมัยสลับซับซ้อนเครื่องยนต์กลไกไฟฟ้า นวัตกรรมคือความคิดและการกระทำใหม่ๆ
7. 1)ขั้นการประดิฐ์คิดค้น 2)ขั้นการพัฒนาหรือขั้นการทดลอง 3)ขั้นการนำไปปฏิบัติจริง
8. 1)ช่วยให้ผู้เรียนได้กว้างขวางมากขึ้นได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียน 2)สนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลมีอิสระในการแสวงความรู้ 3)ให้การจัดการศึกษาดีขึ้น ค้นพบวิธีการใหม่ๆ 4)มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสื่อการสอน 5)ทำให้การเรียนรู้ไม่เน้นเฉพาะด้านความรู้เพียงอย่างเดียว
9. 1)การสอนแบบโปรแกรม 2)ศูนย์การเรียน 3)ชุดการสอน
10. 1)การเพิ่มจำนวนประชากรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆเช่นการขาดแคลนอาหาร
2)การเปลี่ยนแปลงทางเศรศฐกิจและสังคมเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องจากการเพิ่มของประชากรทำให้ต้องต่อสู้ดิ้นรน 3)ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการใหม่ๆจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้ทันกับเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
11. 1)คนไทยส่วนใหญ่ไม่นับถือตนเอง 2)คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม 3)คนไทยส่วนใหญ่ขาดลักษณะอันพึงประสงค์ตามลักษณะสังคมไทย
12. 1)กล้าและรู้จักแสดงความคิดเห็น 2)สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง 3)รู้จักทำงานร่วมกันเป็นหมู่ 4)รู้จักแสวงหาความรู้เอง 5)มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม.
รหัส 514110007
สังคมศึกษา
1.เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำเอาความรู้และผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดและวิธีการปฏิบัติการใหม่ๆทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
2. 1)เทคโนโลยีทางการอาหาร 2)เทคโรโลยีทางการแพทย์ 3)เทคโนโลยีทางการเกษตร
4)เทคโนโลยีทางการสื่อสาร 5)เทคโนโลยีทางการค้า
3.ทัศนะทางสื่อหรือวิทยศาสตร์ทางกายภาพมุ่งไปที่วัสดุหรือผลผลิตทางวิสวกรรมเป็นสำคัญส่วนทัศนะทางพฤติกรรมศาสตร์มุ่งไปที่พฤติกรรมของมนุษย์
4. 1)บุคคลธรรมดาสามัญเป็นการเล่าเรียนฝึกฝนและอบรม 2)บุคคลในวิชาชีพทางการศึกษาเป็นการศึกษาศิลปะถ่ายทอดความรู้จากอดีต 3)บุคคลที่เป็นนักศึกษา 3.1 ทัสนะแนวสังคมนิยมให้ความสำคัญกับส่วนรวมก่อนการศึกษา 3.2 ทัศนะเสรีนิยมมุ่งพัฒนาบุคคลแต่ละคนให้เจริญ
5. 1)ระดับอุปกรณ์การสอน 2) ระดับวิธีสอน 3) ระดับการจัดระบบการศึกษา
6.เทคโนโลยีคือเครื่องมือที่แปลกใหม่ทันสมัยสลับซับซ้อนเครื่องยนต์กลไกไฟฟ้า นวัตกรรมคือความคิดและการกระทำใหม่ๆ
7. 1)ขั้นการประดิฐ์คิดค้น 2)ขั้นการพัฒนาหรือขั้นการทดลอง 3)ขั้นการนำไปปฏิบัติจริง
8. 1)ช่วยให้ผู้เรียนได้กว้างขวางมากขึ้นได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียน 2)สนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลมีอิสระในการแสวงความรู้ 3)ให้การจัดการศึกษาดีขึ้น ค้นพบวิธีการใหม่ๆ 4)มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสื่อการสอน 5)ทำให้การเรียนรู้ไม่เน้นเฉพาะด้านความรู้เพียงอย่างเดียว
9. 1)การสอนแบบโปรแกรม 2)ศูนย์การเรียน 3)ชุดการสอน
10. 1)การเพิ่มจำนวนประชากรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆเช่นการขาดแคลนอาหาร
2)การเปลี่ยนแปลงทางเศรศฐกิจและสังคมเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องจากการเพิ่มของประชากรทำให้ต้องต่อสู้ดิ้นรน 3)ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการใหม่ๆจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้ทันกับเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
11. 1)คนไทยส่วนใหญ่ไม่นับถือตนเอง 2)คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม 3)คนไทยส่วนใหญ่ขาดลักษณะอันพึงประสงค์ตามลักษณะสังคมไทย
12. 1)กล้าและรู้จักแสดงความคิดเห็น 2)สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง 3)รู้จักทำงานร่วมกันเป็นหมู่ 4)รู้จักแสวงหาความรู้เอง 5)มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม.
วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ตอบคำถาม
1.ทำไมครูจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการศึกษา
ตอบ ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสำคัญในชีวิตมากการที่ใช้เทคโนโลยีในการศึกษาเช่นการทำสื่อการสอนให้ตามยุคสมัยเพื่อที่นักเรียนเรียนแล้วไม่น่าเบื่อ
2.จะมีวิธีการใช้เทคโนโลยีการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
ตอบ ใช้ให้ถูกกับงานที่ทำและใช้ให้ถูกวิธี
ตอบ ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสำคัญในชีวิตมากการที่ใช้เทคโนโลยีในการศึกษาเช่นการทำสื่อการสอนให้ตามยุคสมัยเพื่อที่นักเรียนเรียนแล้วไม่น่าเบื่อ
2.จะมีวิธีการใช้เทคโนโลยีการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
ตอบ ใช้ให้ถูกกับงานที่ทำและใช้ให้ถูกวิธี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
